x
x
ปรากฏการณ์ใหม่ในยอร์คเชียร์
รับชม 22 ครั้ง

ขุนพลสิงโตคำรามปิดฉากเตรียมความพร้อมก่อนลุยฟุตบอลโลกไปพร้อมกับกระแสตอบรับ "บวกบวก" ทั่วทุกภาคส่วนเลยทีเดียว!   

แกเร็ธ เซาธ์เกต นำลูกทีมอังกฤษลับแข้งชนะคอสตาริกา 2-0 ที่เอลแลนด์ โร้ด ภายใต้บรรยากาศกระหึ่มสุดๆ   

แฟนบอลแห่แหนเข้าสนามกันแบบมืดฟ้ามัวดิน มีทั้งคนท้องถิ่น, เมืองอื่นๆ หรือกระทั่งต่างบ้านต่างเมือง   

ตั้งแต่นั่งหนอนเหล็กเวอร์จิ้น เทรน จากสถานีลอนดอน คิงส์ครอสส์ ก็เจอแต่กองเชียร์เลือดผู้ดีบิ๊วอารมณ์เฮฮา ทำเอานอนงีบไม่ได้ (ฮึ่ย!)   

มาถึงหน้ารังเหย้าลีดส์ ยูไนเต็ด ยังค้นพบว่าตั๋วชมเกมขายหมดเกลี้ยง หาได้แค่จากพวกเร่ขายเก็งกำไร ซึ่งแน่ชัดว่าไม่ขายตามราคาหน้าตั๋ว   

มีแจกตั๋วฟรีอยู่เหมือนกัน หากแต่เป็นตั๋วชมบิ๊กแมตช์บอลโลกเจอเบลเยียมบนหน้าจอยักษ์ในสนาม ก็รับเอาไว้เป็นน้ำใจ แต่คงไม่น่าจะได้มา

   

ในโซนอัฒจันทร์มีกลุ่มกองเชียร์ปลุกเร้าบรรยากาศด้วยเพลงฟุตบอลส์ คัมมิ่ง โฮม จากยูโร 96 พร้อมปรบมือให้กำลังใจตลอดทุกๆ จังหวะสำคัญ   

นี่คือครั้งแรกที่อังกฤษลงเล่นเกมเหย้านอกเวมบลีย์ นับตั้งแต่แมตช์กระชับมิตรชนะออสเตรเลีย 2-1 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ในช่วงเตรียมความพร้อม

ก่อนยูโรที่ฝรั่งเศส   

นานขนาดที่ตัวผมยังปิดต้นฉบับเล่มเล็กในมือผู้อ่านทุกท่านยังไม่ถึงวาระถูกเนรเทศมาประจำการที่เกาะร่ำรวยเชื้อชาติแห่งนี้เลย!   

อนาคตอันใกล้มีความเป็นไปได้ที่อังกฤษอาจจะต้องใช้สนามอื่นแข่งขันบ่อยขึ้น เนื่องด้วยสิทธิ์ครอบครองเวมบลีย์มีแนวโน้มอยู่ภายใต้ครอบ

ครองกลุ่มทุนต่างชาติ แต่จากภาพเมื่อคืนวานก็ชวนให้อุ่นใจได้   

ค่ำคืนที่เยี่ยมยอดในยอร์คเชียร์ ช่วยยืนยันว่าแข้งอังกฤษไม่กันดารกำลังใจ เผลอๆ ได้มากกว่าในสนามกีฬาแห่งชาติที่พวกเขาภาคภูมิใจซะอีก!   

จากบรรยากาศสู่รูปเกมก็น่าประทับใจพอๆ กัน ที่ทัพทรี ไลออนส์ ซิวชัยทิ้งทวนก่อนบินสู่รัสเซีย

   

ทั้งยังตามมาด้วย "ปัญหา" ที่น่ายินดีสำหรับทุกตัวตนที่ข้องเกี่ยวอีกต่างหาก   

เซาธ์เกตปรับทีมทั้งสิ้น 10 ราย จากชุดเฉือนไนจีเรียเมื่อสุดสัปดาห์ โดยเหลือเพียง จอห์น สโตนส์ ที่ได้ลงตัวจริงต่อ   

นอกนั้นรื้อยกกระบิ ไล่ตั้งแต่ แจ๊ค บัตแลนด์ เฝ้าเสาแทน จอร์แดน พิคฟอร์ด   

ฟิล โจนส์, แฮร์รี่ แม็กไวร์ ออกสตาร์ตแนวรับ สวนทาง ไคล์ วอล์คเกอร์, แกรี่ เคฮิลล์ ตามลำดับ   

คีแรน ทริปเปียร์ หลีกทางให้แก่เจ้าหนู เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดซิงติดธง อีกฟาก แดนนี่ โรส ลงสลับกับ แอชลี่ย์ ยัง   

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน สวมปลอกแขนกัปตัน ยืนกลางรับแทนที่ เอริก ไดเออร์   

เจสซี่ ลินการ์ด, เดเล่ อัลลี ได้พัก เปิดโอกาส รูเบน ลอฟตัส-ชี้ค, เฟเบียน เดลฟ์ ได้โชว์ฝีเท้า   

มาร์คัส แรชฟอร์ด เสียบตำแหน่ง ราฮีม สเตอร์ลิง ในบทบาทกองหน้าตัวฟรีคอยสนับสนุน เจมี่ วาร์ดี้ ซึ่งได้ล่าตาข่ายแทน แฮร์รี่ เคน อีกกระทอกหนึ่ง

   

ผลการแข่งขันรับทราบกันเรียบร้อยในชัยชนะสวยงาม 2 ตุง พร้อมตกผลึกความคิด ตอกหมุดย้ำฟอร์เมชั่น 3-1-4-2 ที่จะติดตั้งในศึกเวิลด์ คัพ ฉบับหมีขาว   

หากที่ยังไม่แน่ชัด คือสถานะของนักเตะบางคนในทีม   

เฮนเดอร์สันสวมปลอกแขนหัวหน้าทีม 64 นาที ในผลงานระดับสอบผ่าน มีโอกาสลุ้นตัวจริงในเงื่อนไขแท็กติกต้องการความรัดกุม   

อาจจะตัด ลินการ์ด หรือ เดเล่ คนใดคนหนึ่งนั่งสำรองไปก่อน อะไรอย่างนี้...   

เซนเตอร์แบ็กพ่วงวิงแบ็กฝั่งซ้ายยังไม่นิ่งเช่นกัน หลังจากทั้ง แม็กไกวร์ และ โรส ผ่านพ้นเกมโดยไม่มีปัญหาใดๆ น่ากังวลใจ   

กระนั้น กับตำแหน่งเฝ้าเสาดูจะชัดเจนแล้วว่าพิคฟอร์ดคือตัวเลือกแรกตามที่เซาธ์เกตมอบเสื้อหมายเลข 1 ให้สวม

   

อีกอย่าง เมื่อคืนวานนายด่านเอฟเวอร์ตันยังได้พักเต็มๆ ไม่ต้องมีส่วนร่วม ปล่อยให้บัตแลนด์ลงครึ่งแรก นิค โพ้พ รับช่วงประเดิมติดธงใน 45 นาทีที่เหลือ   

ประหนึ่งเพื่อเก็บบ่มความสดเอาไว้ก่อนบู๊ตูนิเซียประเดิมบอลโลกก็ว่าได้   

ตำแหน่งน่าสงสัยชวนให้ติดตามที่สุดเห็นจะเป็น "หน้าต่ำ", "ตัวฟรี" หรือ "คู่หูเคน" แล้วแต่ใครอยากนิยาม   

แรชฟอร์ด ฉกฉวยโอกาสติดโผ 11 คนแรกไว้ได้เยี่ยมยอดด้วยประตูขึ้นนำมหัศจรรย์ในนาทีที่ 13   

จังหวะดังกล่าว ดาวยิงเด็กปั้นแมนฯ ยูไนเต็ด รับบอลสั้นจาก ลอฟตัส-ชี้ค บริเวณเยื้องเขตโทษฝั่งขวา ก่อนตะบันผีจับยัดเสียบใต้คานเข้าไปดื้อๆ   

หมดปัญญาป้องกันสำหรับ เกย์ลอร์ นาบาส มือกาวเจ้ายุโรป 3 ปีซ้อน พร้อมรับเสียงปรบมือทั่วทั้งอัฒจันทร์ในเอลแลนด์ โร้ด

   

ปกติแล้ว แฟนบอลลีดส์ไม่ค่อยญาติดีกับใครหน้าไหนที่ข้องเกี่ยวตราปีศาจถือสามง่าม หากกรณีแบบนี้ต้องยกเว้นไว้จริงๆ!   

นอกจากซัดสุดสวยแล้ว ไอ้แอ้ดวัย 20 ยังแผลงฤทธิ์ปั่นป่วนแนวรับคอสตาริกาได้ตลอด 90 นาที บวกทดเจ็บอีก 3   

ที่ผ่านมา ราฮีมถูกคาดหมายยึดตำแหน่งนอนมา ทว่าเมื่อแรชฟอร์ดฉายฟอร์มแจ่มแบบนี้ก็ชักไม่แน่เสียแล้ว   

หลายๆ เสียงจากกูรูลูกหนัง และแฟนบอลเรียกร้องให้เด็กปั้นผีแดงได้ลงตัวจริงก่อนสตาร์เรือใบสีฟ้า   

แรชฟอร์ดอาจลงสนามระดับสโมสรไม่สม่ำเสมอเท่าสเตอร์ลิง แต่มันก็มีบางแง่มุมชี้นำว่าเขามีดีกว่ารุ่นพี่ทีมเพื่อนบ้าน

   

ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-18 ราฮีมลงสนามรวม 2,592 นาที มากกว่าแรชฟอร์ดที่ลงไป 1,807 นาที นับประสาอะไรกับสถิติพังสกอร์และแอสซิสต์   

สเตอร์ลิง ยิง 18 จ่าย 11   

แรชฟอร์ด ยิง 7 จ่าย 5   

แต่...ประเด็นมันอยู่ตรงตัวเลขสิ้นเปลืองจังหวะสำคัญที่พี่ลิ่งกดไปครบโหล ส่วนน้องแรชทำหมูหกเพียง 3 หน   

ชอตเด็ดสุดย่อมต้องเป็นแมตช์เยือนเบิร์นลี่ย์ ที่อดีตตัวจี๊ดลิเวอร์พูลชาร์จจ่อๆ 2 หลาไม่เข้า แทนที่จะชนะ 2-1 เลยได้แค่เจ๊าเท่านั้น   

หรืออย่างเกมที่แล้วก็พลาดท่าจังหวะได้เสียตั้ง 2-3 หนในครึ่งเวลาแรก

   

ก็ไม่มีอะไรต้องสงสัยในคุณภาพฝีเท้าของเจ้าหริ่ง หากขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ภาพจำหมูหกบ่อยๆ ยังคงหลอกหลอนทุกคนอยู่เสมอมา   

นั่นเองเป็นโอกาสทองฝังเพชรที่แรชฟอร์ดมีสิทธิ์ไขว่คว้าเอาไว้ในรอบสุดท้ายที่กำลังจะเริ่มต้นในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์   

จากสกอร์แรกของแรชฟอร์ด ก็ต้องพูดถึงลูกพุ่งโขกฝังจากปลายกบาล แดนนี่ เวลเบ็ค ในช่วงท้ายเกมเช่นกัน   

ประตูดังกล่าวส่งให้แข้งมหาเทพสะสมยอดพังตาข่ายทีมชาติทั้งสิ้น 16 ประตู ใน 39 เกม มากที่สุดในทีมชุดนี้   

มากกว่ากัปตันเคน ตัวความหวังอันดับหนึ่งที่เพิ่งยิงไป 13 ดอกส์ (จาก 24 แมตช์)

   

เอากับพี่เขาซี่!!!   

นี่คงเป็นเหตุเป็นผลที่โค้ชแกเร็ธเรียกติดทีม ทั้งที่ผลงานดูงั้นๆ กับอาร์เซน่อล   

ทั้งหมดทั้งปวงก็มีแต่เรื่องราวชวนอภิรมย์สำหรับเซาธ์เกตและลูกทีม   

เก็บชัยสวยงามส่งท้ายก่อนบิน ในบรรยากาศเกมอันชื่นมื่น   

ระบบการเล่นมีทรงจับต้องได้ ขุมกำลังก็หลากหลายกว่าที่ผ่านๆ มา   

เหลือเพียงแค่รอดูบททดสอบของจริง...อีกไม่นานเกินรอ!

คุณอาจสนใจ

ทีเด็ด VIP
ตารางคะแนน
  • พรีเมียร์ลีก
  • ลาลีก้า
  • บุนเดสลีกา
  • กัลโช่ เซเรีย อา
  • ลีกเอิง
อันดับ ทีม แข่ง คะแนน
1 เซาแธมป์ตัน 0 0
2 เวสต์แฮมยูไนเต็ด 0 0
3 คริสตัล พาเลซ 0 0
4 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0 0
5 วัดฟอร์ด 0 0
6 นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 0 0
7 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0 0
8 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0 0
9 ลิเวอร์พูล 0 0
10 เลสเตอร์ ซิตี้ 0 0
1 บาร์เซโลน่า 38 93
2 แอตเลติโก้ มาดริด 38 79
3 เรอัล มาดริด 38 76
4 บาเลนเซีย 38 73
5 บียาร์เรอัล 38 61
6 เรอัล เบติส 38 60
7 เซบีย่า 38 58
8 เกตาเฟ่ 38 55
9 เออิบาร์ 38 51
10 คิโรน่า 38 51
1 บาเยิร์น มิวนิค 34 84
2 ชาลเก้ 04 34 63
3 ฮอฟเฟ่นไฮม์ 34 55
4 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 34 55
5 เลเวอร์คูเซ่น 34 55
6 RB ลีบซิก 34 53
7 สตุ๊ตการ์ต 34 51
8 ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต 34 49
9 มึนเช่นกลัดบัค 34 47
10 แฮร์ธ่า เบอร์ลิน 34 43
1 ยูเวนตุส 38 95
2 นาโปลี 38 91
3 เอเอส โรม่า 38 77
4 อินเตอร์ มิลาน 38 72
5 ลาซิโอ 38 72
6 เอซี มิลาน 38 64
7 อตาลันต้า 38 60
8 ฟิออเรนติน่า 38 57
9 โตริโน่ 38 54
10 ซามพ์โดเรีย 38 54
1 ตูลูส 0 0
2 สตารส์บูร์ก 0 0
3 แซงต์ เอเตียน 0 0
4 น็องต์ 0 0
5 นีซ 0 0
6 โมนาโก 0 0
7 มงเปอลีเย อัชแอ็สเซ 0 0
8 โอลิมปิก มาร์กเซย 0 0
9 ลีลล์ 0 0
10 โอลิมปิก ลียง 0 0
1 แบงค็อก ยูไนเต็ด 19 45
2 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 19 44
3 การท่าเรือ เอฟซี 19 37
4 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 19 36
5 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 19 33
6 เชียงราย ยูไนเต็ด 19 31
7 ราชบุรี มิตรผล เอฟซี 19 29
8 ชลบุรี เอฟซี 19 27
9 นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี 19 26
10 สุพรรณบุรี เอฟซี 19 25